1784
ยุคที่ผู้สูงอายุต้องพกแว่น 2 อัน
สมมติคุณอายุ 50 ปี สายตาสั้นตั้งแต่วัยรุ่น แล้วตอนนี้เริ่มสายตายาวตามวัย (Presbyopia) อีก คุณต้องมีแว่น 2 อัน — อันหนึ่งสำหรับมองไกล อีกอันสำหรับอ่านหนังสือ
ลองจินตนาการดูนะ คุณนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟ ใส่แว่นอ่าน พอเพื่อนเดินเข้ามา คุณต้องถอดแว่นอ่านออก หยิบแว่นมองไกลมาใส่แทนเพื่อจะมองหน้าเพื่อน คุยกันเสร็จกลับมาอ่านต่อ ก็ต้องสลับแว่นอีกรอบ ทำแบบนี้วันละหลายสิบครั้ง
ในศตวรรษที่ 18 ปัญหานี้เป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครคิดว่ามันแก้ได้ เลนส์แต่ละอันมีค่ากำลังเดียว ถ้าคุณต้องการทั้งมองไกลและอ่านหนังสือ ก็ต้องมีแว่น 2 อัน จบ
ในยุคนั้นแว่นตาเป็นของหรูหรา คนทั่วไปมีแว่นแค่อันเดียวก็ถือว่าโชคดีแล้ว การมีแว่น 2 อันเป็นเรื่องของคนมีฐานะเท่านั้น ผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินซื้อแว่น 2 อัน ก็ต้องเลือกว่าจะมองไกลชัด หรือจะอ่านหนังสือชัด — ได้อย่างเดียว
Benjamin Franklin — จากเด็กชาย Boston สู่ผู้ก่อตั้งประเทศ — และผู้คิดค้น Bifocal
เด็กชายคนที่ 15 จาก Boston — ในบ้านที่มีลูก 17 คน
Benjamin Franklin เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1706 ที่เมือง Boston รัฐ Massachusetts ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เขาเป็นบุตรคนที่ 15 จากทั้งหมด 17 คนของ Josiah Franklin ช่างทำเทียนและสบู่ผู้ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงปากท้องครอบครัวขนาดใหญ่ในเมืองท่าที่ชีวิตไม่ง่ายนัก ในบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงเด็กและกลิ่นขี้ผึ้ง เบนจามินน้อยเติบโตมาในความพลุกพล่านที่ทำให้เขาเรียนรู้ว่าถ้าไม่ช่วยตัวเอง ก็ไม่มีใครช่วยให้
Josiah Franklin ฝันว่าจะส่งลูกชายคนเล็กนี้เรียนหนังสือ แต่ความฝันนั้นสั้นเกินไป เบนจามินได้เข้าเรียนในโรงเรียนตอนอายุ 8 ขวบ แต่สองปีต่อมาก็ต้องออกมา เพราะพ่อไม่มีเงินพอจ่ายค่าเล่าเรียน ชีวิตวัยเด็กจึงหักเลี้ยวไปในทิศที่ไม่ได้วางแผน — เมื่ออายุ 12 ขวบ เขาถูกส่งไปเป็นลูกศิษย์ (apprentice) ในโรงพิมพ์ของ James พี่ชายผู้เข้มงวด งานพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่ Boston คือโรงเรียนจริงของเขา
ในบรรดาลูก 17 คนของ Josiah Franklin นั้น Benjamin เป็นคนเดียวที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก — และเขาได้รับการศึกษาในโรงเรียนจริงๆ เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น
การศึกษาที่ไม่มีครู — อาวุธคือหนังสือที่ยืมมาอ่านกลางดึก
สิ่งที่แยก Benjamin Franklin ออกจากเด็กหนุ่มอื่นในยุคนั้นไม่ใช่โชคหรือสายสัมพันธ์ แต่คือความหิวโหยที่จะรู้ เขายืมหนังสือทุกเล่มที่หาได้ อ่านในช่วงกลางคืนหลังงานวันนั้นเสร็จสิ้น และเรียนรู้การเขียนด้วยการคัดลอกบทความที่ชอบจาก Spectator ของ Joseph Addison ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งภาษาของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล เขาสอนตัวเองจนอ่านและเขียนภาษาฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และละตินได้โดยไม่มีครูสอนแม้แต่คนเดียว
เมื่ออายุ 17 เขาหนีออกจากบ้านพี่ชายไปยัง Philadelphia — เมืองที่กำลังเติบโตและเต็มไปด้วยโอกาส ด้วยมือเปล่าและสมองที่เต็มไปด้วยความรู้ที่สะสมมา เขาก่อตั้งโรงพิมพ์ของตัวเอง ต่อมาตีพิมพ์ Poor Richard's Almanack ที่โด่งดังซึ่งขายดีติดอันดับตลอดสิบสองปีที่เขาพิมพ์ออกมา Franklin กลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เขาไม่ได้หยุดเรียนรู้ — ไม่มีวันหยุด
เมื่ออายุ 42 ปี เขาเกษียณจากกิจการพิมพ์ ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะต้องการเวลาให้กับสิ่งที่รักกว่า: วิทยาศาสตร์และการรับใช้สังคม ทดลองว่าฟ้าผ่าคือกระแสไฟฟ้า คิดค้นสายล่อฟ้า เตาผิง Franklin Stove ครีบว่ายน้ำ แว่นตาสามอัน และอีกมากมาย — ทุกสิ่งที่เขาประดิษฐ์ล้วนเริ่มจากคำถามเดียวกัน: "ทำไมมันถึงยุ่งยากขนาดนี้ และจะแก้ได้อย่างไร?"
Franklin ไม่เคยจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ใดๆ เลยในชีวิต เขาเชื่อว่าความรู้และสิ่งประดิษฐ์ควรเป็นของสาธารณชน ไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง — นิสัยที่สะท้อนตัวตนของเขาชัดเจนกว่าคำพูดใดๆ
อายุ 78 — ผู้ก่อตั้งประเทศที่ยังหงุดหงิดกับแว่นสองอัน
เมื่อถึงคริสต์ทศวรรษ 1780 Benjamin Franklin ไม่ใช่แค่นักประดิษฐ์อีกต่อไป — เขาคือ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำฝรั่งเศส บุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกาในสายตาชาวยุโรป ชายผู้ช่วยร่างทั้ง Declaration of Independence และ Constitution ของประเทศใหม่ที่เพิ่งผ่านสงครามปฏิวัติมาหมาดๆ บ่าของเขาแบกน้ำหนักของประวัติศาสตร์ไว้อย่างแท้จริง
แต่ในท่ามกลางความยิ่งใหญ่ทั้งหมดนั้น มีปัญหาเล็กๆ ที่รบกวนชีวิตประจำวันของชายชราอายุ 78 ปีคนนี้อยู่ทุกวัน: เขาสายตาสั้นมาตั้งแต่หนุ่ม และตอนนี้ก็มีสายตายาวตามวัย (Presbyopia) เพิ่มเข้ามาอีก ต้องพกแว่น 2 อัน — อันหนึ่งสำหรับมองไกล อีกอันสำหรับอ่านหนังสือ — และต้องสลับไปมาตลอดวัน ทั้งในงานเลี้ยงทางการทูต ทั้งระหว่างเซ็นเอกสาร ทั้งตอนอ่านเมนูร้านอาหารในปารีส ความไม่สะดวกนั้นเล็กน้อยเกินกว่าจะบ่น แต่ก็ใหญ่พอที่ Franklin จะตัดสินใจทำบางอย่างกับมัน
ราวปี ค.ศ. 1784 เขาเรียกช่างทำแว่นมาและบอกให้ทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน: ตัดเลนส์มองไกลและเลนส์อ่านหนังสือออกแต่ละอันเป็นครึ่ง แล้วประกบเข้าด้วยกันในกรอบเดียว ครึ่งบนมองไกล ครึ่งล่างอ่านหนังสือ ง่ายแค่นั้น ในจดหมายที่เขียนถึงเพื่อนเขาบอกว่า "I have only to move my eyes up or down, as I want to see distinctly far or near" — ไม่ต้องสลับแว่น ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องทน
Franklin เป็นคนที่ไม่ชอบอะไรที่ไม่สะดวก ถ้ามีปัญหาเขาจะหาทางแก้ ไม่ใช่ทน เขาเลยคิดวิธีง่ายๆ แต่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน — เอาเลนส์มองไกลมาตัดครึ่ง เอาเลนส์อ่านหนังสือมาตัดครึ่ง แล้วเอามาประกบกันในกรอบเดียว
ครึ่งบนเป็นเลนส์มองไกล ครึ่งล่างเป็นเลนส์อ่านหนังสือ พอมองตรงก็เห็นไกลชัด พอก้มลงมองก็อ่านหนังสือได้ ไม่ต้องสลับแว่นอีกต่อไป
📜 จดหมายของ Franklin ถึง George Whatley (1785)
Franklin เขียนจดหมายอธิบายสิ่งประดิษฐ์ของเขาไว้ว่า เขาเบื่อที่ต้องสลับแว่นตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนอยู่ฝรั่งเศสเศสเศส ต้องทั้งมองหน้าคนที่คุยด้วยและอ่านเมนูอาหาร เลยสั่งให้ช่างตัดเลนส์ทั้ง 2 ชิ้นออกเป็นครึ่ง แล้วประกอบใหม่ในกรอบเดียว
สิ่งที่น่าทึ่งคือแนวคิดนี้เรียบง่ายมาก ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีพิเศษ ไม่ต้องคำนวณอะไรซับซ้อน แค่ตัดเลนส์ 2 ชิ้นมาประกบกัน แต่ก่อนหน้า Franklin ไม่มีใครคิดจะทำ
Franklin ไม่ได้เป็นนักทัศนมาตรหรือหมอตา เขาเป็นแค่ผู้ใช้แว่นที่เบื่อกับความไม่สะดวก แต่นิสัยชอบแก้ปัญหาของเขาทำให้โลกได้สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้
–1900
จาก Split Bifocal สู่ Fused Bifocal
Bifocal ของ Franklin แก้ปัญหาได้จริง แต่ก็มีข้อเสีย — เลนส์ 2 ชิ้นที่ประกบกันมีรอยต่อตรงกลาง ฝุ่นเข้าได้ง่าย และเลนส์อาจเลื่อนจากตำแหน่ง
หลังจาก Franklin ช่างทำแว่นรุ่นต่อมาก็พัฒนาต่อ แทนที่จะเอาเลนส์ 2 ชิ้นมาประกบ ก็เริ่มใช้วิธี หลอมเลนส์ชิ้นเล็ก (Segment) เข้าไปในเลนส์หลัก ให้กลายเป็นชิ้นเดียว เรียกว่า Fused Bifocal
Bifocal แบบ Fused แข็งแรงกว่า สะอาดกว่า แต่ยังมีปัญหาหลักที่แก้ไม่ได้ — เส้นแบ่ง (Segment Line) ที่เห็นชัดเจนบนเลนส์ ทำให้รู้ทันทีว่าคนใส่เป็นผู้สูงอายุ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่มีโซนมองระยะกลาง เช่น จอคอมพิวเตอร์ หน้าปัดรถยนต์ หรือของบนชั้นวาง — ระยะเหล่านี้ Bifocal ช่วยไม่ได้
Bifocal ยังมีข้อจำกัดอะไรบ้าง?
Image Jump: เมื่อสายตาเลื่อนผ่านเส้นแบ่ง ภาพจะ "กระโดด" ทันที เพราะกำลังเลนส์เปลี่ยนแบบกะทันหัน ไม่ใช่ค่อยๆ เปลี่ยน ทำให้เวียนศีรษะได้ในช่วงแรก
ไม่มี Intermediate Zone: Bifocal มีแค่ 2 โซน — ไกลกับใกล้ ระยะกลาง (ประมาณ 50-80 ซม.) ซึ่งเป็นระยะใช้คอมพิวเตอร์หรือทำอาหาร ไม่มีโซนรองรับ
เส้นแบ่งเห็นชัด: หลายคนไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันบอกอายุ เหมือนป้ายติดหน้าผากว่า "ฉันแก่แล้ว"
คำถามที่พบบ่อย
มีหลักฐานชัดเจนจากจดหมายของ Franklin เองที่เขียนถึง George Whatley ในปี 1785 อธิบายว่าเขาสั่งให้ช่างตัดเลนส์ 2 ชิ้นมาประกบกัน อย่างไรก็ตาม มีนักประวัติศาสตร์บางคนเสนอว่าอาจมีคนคิดก่อน เช่น Samuel Pierce แต่หลักฐานไม่ชัดเจนเท่า
Bifocal ยังมีอยู่และยังมีข้อดีในบางกรณี เช่น คนที่ต้องการพื้นที่อ่านหนังสือกว้างๆ โดยเฉพาะช่างที่ต้องทำงานละเอียด หรือคนที่เคยลอง Progressive แล้วปรับตัวไม่ได้ Bifocal เป็นทางเลือกที่ดี
Bifocal มี 2 โซนชัดเจน (ไกล + ใกล้) คั่นด้วยเส้นแบ่ง ส่วน Progressive ค่อยๆ เปลี่ยนกำลังจากบนลงล่างแบบไม่มีเส้นแบ่ง มีโซนกลางเพิ่มมาสำหรับระยะคอมพิวเตอร์ด้วย Progressive ดูเป็นธรรมชาติกว่า แต่ต้องปรับตัวและราคาสูงกว่า
แหล่งอ้างอิง
- Franklin, B. (1785). Letter to George Whatley. The Papers of Benjamin Franklin.
- Rubin, M.L. (1986). "Spectacles: Past, Present, and Future." Survey of Ophthalmology, 30(5), 321-327.
- Rosenthal, J.W. (1996). Spectacles and Other Vision Aids: A History and Guide to Collecting. Norman Publishing.
- Essilor International. (2023). Progressive Lens Technology: From Bifocal Origins to Digital Design.